เด็กบังเอิญ

"...บทความต่างๆ ผมได้อ่านมาจากหนังสือต่างๆ และรวมรวมมาจากเว็บต่างๆด้วยและได้ยินมาด้วย ผมจึงรู้สึกว่า คำเหล่านี้และบทความเหล่านี้ อาจช่วยให้ เราได้ข้อคิดให้กำลังใจในการใช้ชีวิตบนโลกกลมๆใบนี้อย่างมีความสุขในสิ่งที่ดี งามสามารถหยิบเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อยสมควรแก่ผู้สนใจครับ ... ขอขอบคุณทุกคน ณ โอกาสนี้ครับ...." ສະບາຍດີ (เด็กบังเอิญ...)

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ดีกันนะความโกรธ กับ รอยตะปู
จากหนังสือ เข็มทิศชีวิต
 
ผู้เขียน ฐิตินาถ ณ พัทลุง


มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา ถุง และบอกเขาว่า 
"ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว
วันที่ วันที่ และแต่ละวันที่ผ่านไป ผ่านไป จำนวนตะปูก็ค่อยๆ ลดลงๆ เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเดินไปหาพ่อเขาเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้ม แล้วบอกกับลูกชายว่า 
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูสิ ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเอง ได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านครั้งละ ตัวนะ"

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัวๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก เด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า 
"ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ"

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า 
"ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นมั้ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" สักกี่หน ก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้น ได้ ลูกจงจำคำว่า "ขอโทษ" ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตามนะ จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้...ต ลอดไป" 



เกมที่เล่นยากที่สุด คือเกมชีวิต การชนะที่ยากที่สุดคือการชนะใจตัวเอง







วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ครึ่งชีวิต

เพลงนี้แค่เนื้อหาเพลงก็บอกอะไรเราได้หลายๆๆอย่างเหมือนกับวิทยาศาสตร์ตอนหนึ่งที่บอกว่า การหาครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี  หากใครพลั้งใครพลาดจงรีบหาครึ่งชีวิตของตนเองให้เติมเต็มบริบูรณ์และสวยงาม มีความเชื่อมีใจรัก เราเชื่อว่าคุณทำได้...ภาพเคลื่อนไหว





เมื่อความรักมันพังลง เราเหมือนคนไม่เต็มคน
เหมือนครึ่งหนึ่งชีวิตนี้หล่นหาย
แบ่งชีวิตให้เขาแล้ว เขาก็พามันจากไป
ไม่มีทางจะทำใจได้เลย

ไม่เคยหันมองดูตัว มัวเสียดายวันเวลา
ฝันว่าอาจจะคืนมาเหมือนเคย
เพิ่งจะรู้ว่ารักแท้ มันไม่ไกลไม่ห่างเลย
แค่เพียงกลับมาสนใจตัวเอง

ครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่เราทำหายไป
ต่อให้นอนเสียดายไปจนตายมันก็เท่านั้น
เหลืออีกครึ่งชีวิต ที่มันยังต้องการ
ความรักตัวเองกลับมา ชีวิตมันมีคุณค่ากว่านี้

นั่งดูแขนมองดูมือ ดูหน้าตามองตัวเอง
จ้องกระจกดูสักครั้งนั่นใคร
เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

ครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่เราทำหายไป
ต่อให้นอนเสียดายไปจนตายมันก็เท่านั้น
เหลืออีกครึ่งชีวิต ที่มันยังต้องการ
ความรักตัวเองกลับมา ชีวิตมันมีคุณค่ากว่านี้

นั่งดูแขนมองดูมือ ดูหน้าตามองตัวเอง
จ้องกระจกดูสักครั้งนั่นใคร
เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

อย่าลืม


บทสุนทรพจน์ ภาษาถิ่นก้าวล้ำ นำสู่อาเซียน
ขอขอบคุณคุณธาริตา  สถาน ที่เอื้อเฟื้อบทความ



การที่ประเทศไทยของเราจะก้าวสู่อาเซียน AssoCiation of south  East Asian  Nation นั้นก็เป็นการดีแต่ขออย่าได้ลืมภาษาถิ่นบ้านเกิดของตนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าของเราทั้งหลายแม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากลก็ตาม เราก็ไม่ควรทิ้งภาษาเดิมของตนเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีงามบอกอัตลักษณ์ของเราชัดเจน   วัฒนธรรมอันดีงามหลายๆอย่าง มิเข่นนั้นอาจตรงคำพังเพยที่ว่า  "วัวลืมตีน น่ะ


สุขซำบายดีมั่น เสมอมันเครือใหม่ บุญได้ฮวมฮ่วมสร้าง ปูทางสู่สิ่งดี ได้มาเจอมื่อนี่ ชีวีแสนสดใส ผญาจ้อย้อมใจ เฮาคนไทยอีสาน วัฒนธรรมพื้นบ้าน ฮักษาไว้ให้ดำรง เรียนท่านกรรมการ ลูกอีสานธาริตา สถาน จ้อ ขอนำท่านสู่ การกล่าวสุนทรพจน์ ภาษาถิ่น ในหัวข้อ ภาษาถิ่นก้าวล่ำ นำสู่อาเซียน ท่านเอ๊ย
ท่านเอ๊ยเพิ่นว่าเมืองอิสานนี่ ดินดำน้ำซุ่ม ปลากุมบ่อน คือแข่แกว่งหาง ปลานางบ่อนคือข่างฟ้าลั่น ฝูงจักจั่นฮ้อง คือจั่งฆ้องลั่นยาม ตามครรลองอีสาน ภาษาจ้อบอกกล่าว ตั้งแต่คราวก่อนกี้ภาษานี้ เฮาฮู้กัน เวียนมาฮอดปีนี่ สองพันห้าร้อยห้าสิบห้า เหลือเวลาสามปีสิย่างสู่อาเซียน ทางการเรียนเพียรสร้าง สู่เส้นทางดีกว่า ฝึกฝนเรื่องภาษาสนทนาจาเว่า ซุมเฮากับเก้าชาติ ประกาศก้องเกี่ยวดองเป็นหนึ่งเดียว เถิงสิมัวฝึกฝน ภาษาตนอย่าลืมเทียว ฮักษาไว้ให้เหนียวคือแผ่นฟ้า คู่แผ่นดินไทย อย่าให้ไผเว่าได้ ลืมของเก่าเฮาอีสาน วัฒนธรรมพื้นบ้าน ฮักษาไว้ให้อยู่ยืน
สุมื่อนี้เฮาทั้งหลายต่างพากันตื่นเต้น เตรียมโตที่สิก้าวเข้าสู่อาเซียน ที่สิเปิดประตูสู่กันในปี ๒๕๕๘ซึ่งอาเซียนนี้มีการก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑0สมัยนั่นมีสมาชิกอยู่  ประเทศ แต่สุมื่อนี่เฮากะได้มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 10 ประเทศ ต่างมีการพัฒนาด้านต่างๆ ตามกฎบัตรของอาเซียน  ข่อ ที่ว่า คือ
ด้านการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจ
ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ท่านเอ๊ยกฎบัตร ข่อที่ได้ตั้งไว้นั่น เฮาคนไทยต่างฝันใฝ่ว่าสิเฮ็ดให้บรรลุตามที่เพิ่นได้กำหนดไว้
บ้านเฮานี่กะฟ่าวพัฒนาไปในหลายอย่าง เพื่อให้เฮาย่างสู่อาเซียนในปี ๒๕๕๘เทิงการเรียน สังคม เศรษฐกิจ และกะโดยเฉพาะ ด้านภาษาที่เพิ่นให้ใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนาพาทีกัน ย้อนภาษาอังกฤษสิเป็นภาษากลางในอาเซียน เฮากะฟ่าวที่สิเรียนรู้กัน แต่ในยามที่เฮาฟ่าวแต่สิเรียนรู้ภาษาอื่นนั่น ภาษาตนอย่าสิลืม พื้นเพตั้งแต่เก่าก่อนกี้ของไทยเฮา ย้อนภาษานั่นกะถือเป็นวัฒนธรรมอย่างนึง ซึ่งอยู่ในกฎบัตรอาเซียนข่อที่สาม บ้านเฮานั่นกะมีหลายๆภาษาเทิงผืนแผ่นดิน ที่เฮาเอ้นกันว่า ภาษาถิ่น ฮึว่าภาษาพื้นบ้าน เฮากะควรที่สิเรียนรู้แล้วกะซ่อยกันฮักษาไว้ อยู่เคียงข้างแผ่นดินบ้านเฮา สุผู้สุคนกะคือสิได้ยินข่าว เทิงจากวิทยุ โทรทัศน์ ออกข่าวชาติอื่นๆ ในอาเซียน เพิ่นจัดให้เด็กน้อยรุ่นใหม่ของเพิ่น ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมตั้งแต่เก่าของเพิ่น บ่ว่าสิเป็นวัฒนธรรมฮึว่าภาษา ย้อนเพิ่นนั่นย่านว่าคนรุ่นหลังของเพิ่น สิหลงลืมของเก่า มัวเมากะของใหม่ ย้อนโลก
สิศิวิไลซ์ ได้ใหม่ย่านลืมหลัง นั่นกะเป็นหนทางที่ดี ที่เพิ่นสิได้ซอยกันฮักษาวัฒนธรรมบ้านเพิ่นไว้
เฮาคนไทยคือกัน เถิงเฮาสิฟ่าวแต่พัฒนาทางอื่นให้ทันเพิ่น แต่ลืมที่สิฮักษาของเก่าเฮาไว้ โดยเฉพาะภาษาไทย ภาษาถิ่น อันที่เป็นวัฒนธรรมไทยเฮานั่น คือสิบ่ดี ย้อนว่าพอประตูอาเซียนเปิด แนวหยังบ่ว่าสิดีฮึบ่ดีกะสิไหลสู่กัน บ่ว่าสิเป็นแฮงงาน ภาษา การเข้าออกประเทศ แล้วกะวัฒนธรรมกะสิมาปนกันเบิด แล้วเฮาสิเอาหยังไปอวดเพิ่น แถมเฮาสิบ่มีหลักปักไว้ เฮากะสิมัวหลงวัฒนธรรมเพิ่นว่าเป็นของโต ของโตเป็นของเพิ่น กลายเป็นคนลืมชาติตะของซ่ำ ท่านเอ๊ยเฮาสุคนฮ่วมกมลมาสร้าง ย่างสู่อาเซียน สายลมหมุนพัดต้อง เกียวดองกันเป็นนึ่ง เฮาหาหลักยึดพึ่ง วัฒนธรรมด้านภาษา ตราบชีวาสูญสิ้น ผืนแผ่นดินบ่ให้ห่าง อย่าให้เพพังม่าง คือซ่างเหยียบข่าวเหนียว ให้ซอยเทียวฮักษา ภาษาจ้อภาษาถิ่น ขึ้นเครื่องบินสู่อาเซียน ประกาศก้องภาษาเฮา อย่าสิหลงวัฒนธรรมเขา เอาของเฮาให้คงอยู่ ให้มาซอยกันยู่คู่บ้าน อีสานไทย อย่าให้ไผว่าได้ คนไทยลืมซาติเก่า ภาษาบ้านเฮา วัฒนธรรมคู่บ้าน ผลงานสร้างสู่อาเซียน ท่านเอ๊ย

ตะกายดาว



"บทเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกให้กำลังใจตัวเอง  จงสู้ต่อไปอย่าหยุดยั้ง ตะเกียกตะกาย"

อยากจะเป็นจะมุ่งไป เป็นอะไรดี-ดี สักอย่าง คงจะมีหนทางก็ฝันกันไป
อยากจะเป็นคนสำคัญ คงสักวันจะก้าวไกล ไปเป็นดาวดวงใหญ่ จะโด่งจะดัง

 แม้จะล้ม ก็คิดจะคลาน เหงื่อจะซ่านกระเซ็น ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทน จะไปเป็นคนยิ่งใหญ่ ก็ค้นกันไปหากันไปหนทาง

 ก็อยากจะดังมันจึงต้องไปในเมื่อใจ มันเอาซะอย่าง ยอมทำทุกทาง ตะเกียกตะกาย
ฮึม ฮึม ฮึม ตะเกียกตะกาย

 แม้จะล้ม ก็คิดจะคลาน เหงื่อจะซ่านกระเซ็น ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทน จะไปเป็นคนยิ่งใหญ่ ก็ค้นกันไปหากันไปหนทาง

ก็อยากจะดังมันจึงต้องไปในเมื่อใจ มันเอาซะอย่าง ยอมทำทุกทาง ตะเกียกตะกาย
ฮึม ฮึม ฮึม ตะเกียกตะกาย

ยอม ทำทุกอย่าง ตะเกียกตะกาย...
                     ขอให้ความฝันของคนขยันเป็นจริง

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปราการแห่งทิฏฐิ เสียดายคู่รักหลายคนไม่ได้อ่าน...บางครั้งอย่าปล่อยความคิดของของเราคิดเกินความจริง

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เวียดนาม
เป็นโศกนาฏกรรมแห่งความรักที่บันทึกไว้ในข้อเขียนเรื่อง "เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยรัก" ของท่าน "ติช นัท ฮันท์ อ่านจบหลายครั้งก็ยังประทับใจ จึงอยากนำมาเล่าต่อชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ฝ่ายชายก็ถูกเกณฑ์ไปราชการสงคราม หญิงสาวไปส่งสามีจนสุดสายตา เขาหายไปในสงครามเป็นเวลากว่า 3 ปีจึงส่งข่าวคราวกลับมา เธอดีใจมากจูงมืออ้ายตัวเล็กไปรับผู้เป็นพ่อแต่เช้าตรู่ ทันทีที่พบกันทั้งสองโผเข้าหากัน สัมผัสไออุ่นจากกันและกัน นิ่ง นาน จนเกือบลืมไปว่ามีลูกชายตัวเล็กยืนจ้องตาแป๋วอยู่ผู้เป็นพ่อดีใจมาก ยื่นมือไปหมายกอดลูกชายแต่เจ้าหนูถอยกรูด แม่ปลอบว่า "อย่าตกใจ เจ้าหนูไม่เคยเห็นหน้าพ่อมาก่อนก็เป็นเช่นนี้แหละ" ทั้งสามเดินกลับมาตามทางจนถึงตลาด หญิงสาวขอตัวเข้าไปซื้อข้าวของสำหรับทำกับข้าวมื้อพิเศษ ชายหนุ่มมีโอกาสอยู่กับลูกชาย จึงขออุ้มเจ้าตัวน้อยอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ เท่านั้นยังไม่กระไร พอเจ้าลูกชายเริ่มพูดบางสิ่งบางอย่างเขาจึงรู้สึกได้ถึงที่มาแห่งปฏิกิริยาอันผิดปกติน้ "ไม่ใช่พ่อของหนู พ่อหนูมาหาแม่ทุกคืน พอแม่นั่งพ่อก็นั่ง พอแม่ยืน พ่อก็ยืน..."
เพียงไม่กี่คำเท่านี้เอง หัวใจของชายหนุ่มผู้เหนื่อยหนักมาจากสงครามอันแสนหฤโหดยาวนานก็พลันกระด้างยังกับแผ่นศิลา สักพักหนึ่งพอหญิงสาวเดินกลับมาจากตลาด เธอก็พบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หากหน้าเธอเข้าก็ไม่ปรายตามองอีกต่อไป เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเย็นวันนั้น อาหารที่เธอบรรจงทำอย่างสุดฝีมือเพื่อต้อนรับการกลับมาของเขาจืดสนิท ทั้งคู่เข้านอนแต่หัวค่ำ ต่างนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด เธอถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เธอแวะไปซื้อของ เขาถามว่าเธอยังเป็นผู้หญิงคนที่เขาสุดรักอย่างจับใจคนเดิมอยู่หรือเปล่า ต่างคนต่างถามกันและกันในความมืด ทว่าเป็นการถามที่เงียบงำจนวังเวงเขาเย็นชากับเธอจากวันแรกจนถึงวันที่สาม ไม่มีการถามไถ่ ไม่มีการโอบกอดอันอบอุ่น ไม่มีการรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีแม้แต่การปรายตามองกันและกันอย่างเต็มสองตาฉันสามีหนุ่มภรรยาสาว การณ์เป็นไปดังนั้นอยู่จนถึงเย็นวันที่สาม แล้วความอดทนของเธอก็สิ้นสุดลง เธอตัดสินใจลาจากความระทมทุกข์ที่แม่น้ำสายหนึ่ง ทิ้งปมปัญหาทุกอย่างไว้ข้างหลังอย่างไม่ไยดีเย็นวันนั้นเขารู้ข่าวการจากไปของเธอด้วยน้ำตานองทั้งสองแก้ม เขาไปรับศพเธอมาบำเพ็ญกุศลอย่างเงียบๆในบ้านของตัวเอง มีเพียงเจ้าหนูเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนดึกดื่น และคืนนี้ความลึกลับทั้งปวงก็ได้รับการคลี่คลายตะเกียงน้ำมันก๊าดที่จุดไว้บนโลงค่อยๆหรี่ลงจวนเจียนจะดับ เขาเติมน้ำมันแล้วจุดใหม่ เปลวไฟโชนแสงวูบวาบ เขาลุกเดินกลับไปกลับมา ขณะนั้นเองเงาของเขาทาบทอไปปรากฏยังฝาเรือน เจ้าหนูชี้ไปที่เงาพลางตะโกนลั่น "นั่นไง พ่อหนูมาแล้ว พอแม่นั่งพ่อก็นั่ง พอแม่ยืนพ่อก็ยืน คนนั้นแหละพ่อของหนู"ชายหนุ่มมองตามเจ้าหนู เห็นเงาของตัวเองทาบทออยู่ที่ฝา จึงเข้าใจขึ้นมาในนาทีนั้นเองว่า "พ่อ" ที่เจ้าหนูเอ่ยถึงก็คือ "เงา" ที่เห็นอยู่นี่เอง ปริศนาทุกอย่างกระจ่างแล้วเธอ...คงรักเขามากสินะ ถึงขนาดสมมุติให้เงาตัวเองเป็นเขา แล้วบอกเจ้าหนูว่าเงาก็คือตัวเขา คือ "พ่อ"ที่หายไปในสงคราม โอ...ไม่น่าเลยความจริงนี้เจ็บปวดเกินไป เจ็บเกินกว่าหัวใจของคนธรรมดาจะรับไหว รุ่งขึ้นอีกวัน เขาชดใช้ความผิดพลาดอย่างมหันต์ของตัวเอง ด้วยการให้แม่น้ำเป็นตุลาการผู้พิพากษาชีวิตเขาอีกชีวิตหนึ่ง...เรื่องราวของเขาและเธอเป็นโศกนาฏกรรมแห่งความรักที่เล่าขานกันมาอีก นานนับนานวันนั้น หลังจากเจ้าหนูพูดถึง "พ่อ" ของตัวเองให้เขาฟังที่กลางตลาด หากเขาไม่หุนหันพลันแล่น มีสติสักนิดหนึ่ง ถามไถ่จากเธอว่า "พ่อ" คนที่เจ้าหนูพูดถึงคือใคร และหลังจากที่เขาเย็นชา ปิดปากเงียบสนิท หากเธอจะอาจหาญถามเขากลับไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอก็คงไม่ต้องเจ็บจนเกินเยียวยา และเขาเองก็คงไม่ต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนั้นไม่ใช่เธอไม่รักเขา และไม่ใช่เขาก็ไม่รักเธอ หากทั้งเธอและเขาต่างรัก ต่างภักดีต่อกันอย่างสุดซึ้ง ความรักของคนทั้งสองบริสุทธิ์ งดงาม หมดจด จนกลายเป็นตำนานเล่าขานดังเรื่องราวของวีรบุรุษวีรสตรีผู้พิชิต ความผิดพลาดหากจะพึงมีบนเส้นทางแห่งรักแท้จนกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมของคนทั้งคู่เกิดจากเส้นบางๆของปราการแห่ง "ทิฐิ" โดยแท้หากทั้งเธอและเขา ยอมวาง "ทิฐิ" ลง แล้วหันหน้าเข้าหากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ถามไถ่จากกันและกันอย่างให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย ไหนเลยจะต้องมาจำพรากทั้งที่ยังรักล้นใจเช่นนั้น รักเอย รักนั้นงดงาม บริสุทธิ์ อ่อนหวาน ไม่ใช่ความผิดของความรักหรอกจะบอกให้ ผิดที่ใจอันมากด้วย "ทิฐิ" ของทั้งคู่นั่นต่างหากปรารถนารักที่ยั่งยืนหมื่นปี อย่าให้มี "ปราการแห่งทิฐิ" มากางกั้นแค่นั้นพอ........
  ถ้าเขาทั้งสองยอมวางตัวตนของตนเองลง แล้วหลอมเป็นเราแล้วไซร้ถามความจริง เรื่องแบบนี้คงจะไม่เกิด...++